ถอดความจาก รายการชุมชนท้องถิ่นไม่ทิ้งกัน ให้สัมภาษณ์โดย คุณธวัชชัย ฟักอังกูร ประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 สสส.

เรื่องชุมชนเข้มแข็ง

เราพูดถึงชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง แต่ขณะนี้เรายังไม่มีตัวชี้วัดที่เป็นองค์ประกอบที่ชี้วัดได้ แต่ตอนนี้กำลังทำอยู่ ของหน่วยงาน สทส. หน่วยงานชุมชน ร่วมกับ สถาบันพัฒนาชุมชน ร่วมกับ กรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ผมเข้าใจว่าปีหน้าน่าจะเสร็จ ถึงอย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่าชุมชนเข้มแข็งเป็นตัวสำคัญของการพัฒนา มันมีความสำคัญเพราะถ้าหากชุมชนทั่วประเทศเข้มแข็ง มันจะทำให้ประเทศชาติของเราเข้มแข็ง มันหมายถึงการพัฒนาแบบข้างล่างขึ้นข้างบน การเสริมพลังของชุมชนเพื่อพลังของแผ่นดิน เป็นการระเบิดจากพลังภายในสู่พลังภายนอก ตามแนวทางของพระองค์ท่าน เราพยายามทำเรื่องนี้กันมานาน โดยเราพยายามให้ความหมายของคำว่าชุมชน เข้าใจกันดีว่า เป็นชุมชนที่มีสุขภาพที่เป็นสุขในทุกสภาวะการ ไม่ว่าสถานการณ์สังคมภายนอกจะเป็นอย่างไร ชุมชนจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับภายนอกได้ เราอาจจะเรียกหมู่บ้านที่เข้มแข็งว่าหมู่บ้านที่จัดการตัวเอง หรือ หมู่บ้านชุมชนสุขภาวะ

 

การสร้างสุขภาวะ

ต้องทำความเข้าใจกับชุมชนสุขภาวะ หรือ สุขภาวะชุมชนคือ หมายถึงการที่คนในชุมชนมีสุขภาพที่แข็งแรง สุขภาพจิตที่สมบูรณ์ มีชีวิตที่ยั้งยืน ผมไม่ได้เอามาจากไหนนะครับ เป็นคำในกฎหมายใน เรื่องของกฎหมายกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ ปีพ.ศ.2544 เขียนไว้ นอกนั้นในกฎหมายยังเขียนไว้อีก เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ หมายความว่าต้องทำให้ชุมชน
มีสุขภาวะทั้งหายทั้งใจ โดยให้สังคมทั่วไปมีสุขภาวะด้วย โดยพูดไปถึงว่า ต้องเข้าไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสังคมนั้น สภาพแวดล้อมเพื่อให้ทุกอย่างเอื้ออำนวย การที่จะทำให้เกิดชุมชนสุขภาวะ คือเราจะต้องปรับเปลี่ยน สังคมนั้นสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย เพื่อเปลี่ยนให้เป็นสุขภาวะ

 

ปรับเปลี่ยนจากข้างใน ชุมชนต้องปรับเปลี่ยนด้วยตัวเอง

วัตถุประสงค์ของกฎหมายของกองทุน มีอยู่ 6 ข้อด้วยกัน แต่ว่ามีอยู่ข้อหนึ่ง เขียนว่า “เราจะต้องไปเพิ่มขีดความสามารถของชุมชน ให้เกิดการสร้างเสริมสุขภาพโดยชุมชน” ชุมชนต้องเป็นคนทำร่วมกับหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสหกิจ หรือหน่วยงานอะไรก็ได้ของรัฐด้วยสิ่งนี้ สสส. เลยจัดทำแผนที่เรียกว่าแผนสุขภาวะชุมชน

เราก็ได้นำเอาวัตถุประสงค์ข้อนี้ ว่าเราจะใช้ชุมชนใดกับองค์กรใดเพื่อสร้างสุขภาวะ โดยเราก็เลือกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งอยู่กับชุมชนอยู่แล้วซึ่งเขามีศักยภาพที่จะคิดเองทำเอง แต่เราไม่ได้ปล่อยให้เขาทำเองคนเดียว แต่เราให้ทำงานกับภาคีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเราต้องดูเกี่ยวกับเรื่องภาคีที่เกี่ยวข้องเช่น การปกครองส่วนท้องที่ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ร่วมทั้งองค์กรภาคชุมชน 4 หน่วยงานหลักเพื่อชุมชนเขาจะสามารถสร้าง สุขภาวะให้เกิดในชุมชนของเขาได้

 

ทำอย่างไรเพื่อให้เกิดชุมชนสุขภาวะอย่างแท้จริง

อย่างที่บอกตอนต้นเราใช้การปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลก็ได้ที่เป็นองค์กรที่ติดอยู่กับท้องถิ่น วิธีการคิดเรารับสมัครตามความต้องการของเขา แต่ไม่ใช่ว่าใครสมัครเราก็รับสมัคร แต่เราต้องประเมินความพร้อมเบื้องต้นของเขาว่าสามารถทำงานร่วมกับ 4 องค์กรหลักได้ดีขนาดไหน เสร็จแล้ว เราให้ระยะเวลาเขา 3 ปี ซึ่งโดยในปีแรกมีการพัฒนาภายในชุมชนเขาเองเพื่อที่อีก 2 ปี คือเราทำข้อตกลงว่า เขาต้องทำเครือข่ายอีก 20 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะงั้นเราพัฒนาหนึ่งแห่ง เราจะมีเครือข่ายอีก 20 แห่ง ด้วยเหตุนี้ 5-6 ปีที่ผ่านมา เรามีองค์กรที่เรียกว่าแม่ข่าย 93 แห่ง และมีเครือข่าย 1 ต่อ 20 เรามีเครือข่ายขนาดนี้ 2,616 แห่งคือเท่ากับหนึ่งในสามของทั่วประเทศ ซึ่งเราคิดว่าผลที่ได้เป็นที่น่าพอใจเพราะใน3ปีที่ผ่านมา มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนไป

วิธีการทำงานเริ่มต้น เมื่อเราได้คนที่จำองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว เราเตรียมคนให้ คนที่มาทำเรื่องตำบลหรือคนที่เขามาทำเรื่องสุขภาวะจะต้องมีความเข้าใจ เรื่องของการจัดข้อมูล ตำบล หมู่บ้าน เราจะมีหลักสูตร โดยเราจะเอาคนในหมู่บ้านนั้นเป็นนักวิชาการท้องถิ่น หรืออาจจะเป็นตัวข้าราชขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาเป็นนักวิจัยท้องถิ่น นักสื่อสารท้องถิ่น นักจัดกระบวนการ โดยขณะนี้เราก็มีนักวิชาการท้องถิ่นอยู่เป็นหมื่นคน โดยเราใช้วิธีการอบรมโดยให้เขาปฏิบัติ อย่างเรื่องงานวิจัยชุมชนเราให้ชาวบ้านเป็นคนทำวิจัยด้วยตัวเอง ไม่ใช่เราไปจ้างนักวิจัยที่ไหนมา คือเราให้เขาไปค้นข้อมูลเอง ดูว่าในตำบล อะไรเป็นเรื่องที่ดี เป็นศักยภาพ ซึ่งใช้เวลา 6-8 เดือน หลังจากที่ทำแบบนี้ ถ้าเราเจอสิ่งดีๆ ที่ชุมชนทำเราก็จะเรียกมันว่า “นวัตกรรม” แล้วเราก็เอาสิ่งเหล่านี้ ให้นักวิชาการชุมชนไปถออดบทเรียนออกมา ให้จัดทำเป็นหลักสูตร แนวทางการจัดการความรู้ โดยให้เขาเป็นศูนย์การเรียนรู้ โดยเอา อีก20แห่งมาเรียนรู้ เพราะงั้น มันจะเกิดการเรียนรู้ข้ามพื้นที่  แล้วสุดท้าย 3 ปี ผ่านไปเขาจะมารวมกันแล้วเขาจะมาประกาศ ร่วมกันว่า 20 แห่งจะทำอะไร แก้ไขปัญหาอย่างไร เราเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นขั้นตอนการดำเนินการนโยบายสาธารณะ แต่เราจะทำอะไรก็แล้วแต่เราจะขอให้คิดถึงผลกระทบ 5 ด้านที่สำคัญ

  1. ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ
  2. ผลกระทบด้านสังคม
  3. ผลกระทบด้านสุขภาพอนามัย
  4. ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  5. ผลกระทบการเมืองการปกครองในท้องถิ่นที่ดูแล

คือของสสส.ก็จะมีดูเรื่องสุขภาพ อย่างเช่น เหล้า บุหรี่ ทำไงถึงจะลดละได้เพื่อส่งเสริมเรื่องสุขภาพเราจะไม่ได้คิดแล้วว่าเป็นเรื่องของโรงเรียน หรือของวัดแต่ทุกคนจะร่วมกันคิดว่าเด็กในโรงเรียนสุขภาพเป็นไง ทุกเรื่องเป็นเรื่องเดียวกันหมด และเกิดการประชุมเพื่อออกกฎกติกาของชุมชน ของชาวบ้าน

เราต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดได้เพราะ สสส. อย่างเดียวแต่เรามีองค์กรภาคีเข้ามาร่วมด้วยเยอะ ขณะนี้ในเรื่องของนโยบาย สสส. ก็ประสานเกี่ยวกับที่จะทำเรื่องข้อมูลชุมชน เรื่องการดูแลผู้สูงอายุ และที่สำคัญคือตัวชี้วัด

ผมว่าในอนาคตคงมีความก้าวหน้าในเรื่องนี้ เพื่อให้ชุมชนมีศักยภาพมากขึ้น สิ่งที่สำคัญเราอย่าไปคิดว่า เราทำให้ชุมชนเข้มแข็งทั่วประเทศมันยาก ผมคิดว่ามันไม่ยากเลย ถ้าเกิดว่าเราเริ่มและมีวิธีการทำ เพราะว่าพี่น้องจะเรียนรู้ร่วมกันซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นผล ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในการทำงานต่อไป ซึ่งขอให้กำลังใจกับเครือข่ายทุกเครือข่ายในขณะนี้