DSC_0230มัสยิดสีชมพูสดใส แลเห็นเด่นชัดสะดุดตา ตั้งอยู่หมู่ที่ 9 บ้านโนนโรงเลื่อย ตำบลวังชมภู เป็นศูนย์รวมของชาวมุสลิมในจังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดพิจิตร ก่อนที่พื้นที่ต่างๆ จะมีมัสยิดของตัวเอง

ย้อนกลับไปราว 70 ปีที่แล้ว อูมัร คลีต๊าป ชาวมุสลิมจากปากีสถาน ออกเดินทางไกลแสวงหาโชคลาภด้วยตัวคนเดียว กระทั่งมาถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ ประเทศไทย

อูมัรตัดสินใจลงหลักปักฐานที่ตำบลวังชมภูในปีพุทธศักราช 2495 ยึดอาชีพยามที่โรงเลื่อย พอเห็นช่องทางก็เริ่มรับเนื้อมาขาย โดยสมัยนั้นใช้วิธีเทียมเกวียน ต่อมาอูมัรชวนให้เพื่อนฝูงจากปากีสถานมาตั้งรกรากด้วยกันที่นี่ นับเป็นยุคที่ชาวมุสลิมจากปากีสถานรุ่นแรกมาตั้งถิ่นฐานที่ตำบลวังชมภู ดำรงชีวิตเรื่อยมา ขยับขยาย จนปัจจุบันมีชาวมุสลิมปากีสถานในวังชมภู 9 ครอบครัว หรือประมาณ 30 คน

มาลินี ภมรคล หนึ่งในบุตรธิดา 9 คนของอูมัร เล่าว่า ชาวมุสลิมในวังชมภูมีหลากหลายชาติพันธุ์ ทั้งที่มาจากปากีสถาน พม่า และทางตอนใต้ของประเทศไทย สมัยก่อนไม่มีมัสยิด ชาวมุสลิมรวมตัวกันประกอบศาสนพิธีบนบ้านหลังใหญ่ หรือ มุซอลลา ในภาษาอาหรับ ทำละหมาดในวันศุกร์ และวันอีด (วันสำคัญของประชาชาติอิสลาม) จนในปี 2520 อูมัร คุณพ่อของมาลินี ก็เลยคิดขึ้นมาว่าควรจะมีมัสยิด

“ตอนนั้นคุณพ่อออกเดินสายทั่วประเทศไทย ขอรับบริจาคเงินตามบ้าน เพื่อมาสร้างมัสยิด” มาลินี เล่า

อูมัรบริจาคที่ดิน 4 ไร่สำหรับเป็นกุโบร์ และได้มอบที่ดินให้มัสยิด จนมัสยิดสามแยกวังชมภูเริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2522 สร้างเสร็จในปี 2525 และตกแต่งพัฒนาเรื่อยมา

ส่วนที่มาที่ไปของสีชมพู กำพล ภมรคล บุตรเขยของอูมัร เล่าว่า เพราะอิหม่ามชอบสีชมพู จึงเริ่มทาสีชมพูให้มัสยิดเป็นครั้งแรกราวปี 2547-2548 และทาสีชมพูเรื่อยมา อาจมีเฉดสีแตกต่างไปบ้าง แต่อย่างไรก็เป็นสีชมพู

“น่าจะเป็นศาสนสถานแห่งแรกของโลกเลยที่เป็นสีชมพู” กำพล ยิ้ม

นอกจากเป็นศาสนสถานแล้ว มัสยิดแห่งนี้เคยเป็นที่อบรมเยาวชนมุสลิมภาคฤดูร้อน ทั้งลูกหลานรุ่นนี้ของอูมัรยังมีแผนว่าจะตั้งโรงเรียนสอนเยาวชนมุสลิมด้วย…