ม้าเร็วแห่งสำโรงตาเจ็น

สำโรงตาเจ็นตำบลเล็กๆ ในอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีคนเดินทางกลับจากต่างประเทศถึง 6 คน อีก 140 คนมาจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อรับมือกับ COVID-19 แนวทางทำงานปกติย่อมหนีไม่พ้นกระบวนการเตรียมรับมือ เฝ้าระวัง คัดกรอง โดยมีหน่วยงานทุกภาคส่วนในท้องถิ่นจับมือประสานเป็นหนึ่งเดียว ถ้าเป็นไปตามแผน ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่หากมีปัญหาเร่งด่วนเกิดขึ้น ม้าเร็วจาก อบต.สำโรงตาเจ็น พร้อมเข้าไปแก้ปัญหา

นายเสน่ห์ แพงมา ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลสำโรงตาเจ็น บอกว่า หากเกิดปัญหาในพื้นที่ ซึ่ง อสม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจัดการไม่ได้ก็จะให้โทรแจ้งมา เพื่อให้ทีมม้าเร็วลงไปดำเนินการ ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหนก็ตาม นอกจากนี้ยังมีทีม อสม. ทีม รพ.สต. ภาคประชาชน อาสาสมัคร ร่วมกันเฝ้าระวัง เช่น เข้าไปให้ความรู้ถึงรถขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้อง หากตรวจพบว่ามีบุคคลใดจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะเชิญไปกักตัว 14 วัน

“หากทยอยกลับกันมาวันละ 2 -3 คนแน่นอนว่าในพื้นที่เอาอยู่ แต่ถ้าทะลักกันมาก็น่าหวั่นใจ อย่างไรก็ตามเรามีการวางแผนเตรียมเรื่องการกักตัวคนจำนวนมากไว้แล้ว และจะทำหน้าที่ป้องกันการแพร่ระบาดให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้มีผู้ติดเชื้อในพื้นที่ ขณะเดียวกันเรายินดีให้ความช่วยเหลืออำเภอใกล้เคียงหากเจอวิกฤตจนเกินรับมือ”

งานเฝ้าระวังเดินหน้า อีกขาหนึ่งคือการสร้างความตระหนักให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยมีการประกวดอ่างล้างมือ เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนเห็นความสำคัญของการล้างมือ และสิ่งที่ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลสำโรงตาเจ็นเน้นย้ำก็คือว่า สบู่ก้อนละไม่กี่บาทก็สามารถป้องกันโรคระบาดได้แล้ว

“หลังเราทำกิจกรรมรณรงค์ทุกวัน ชาวบ้านเขาเข้าใจ และหันมาป้องกันตัวเองกันโดยอัตโนมัติ เช่น เวลาลงพื้นที่ เขาบอกว่า ขอไปใส่หน้ากากอนามัยก่อน หรือใครมาเยี่ยม ก็จะมีการให้ล้างมือ บอกกล่าวให้ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรค

“ข้อมูลมันไหลไปเองโดยอัตโนมัติ ชาวบ้านเขาดูแล ตักเตือน และเฝ้าระวังกันเอง เช่น เวลามีรถพุ่มพวงมาขายของในหมู่บ้าน ถ้าเป็นเมื่อก่อนชาวบ้านจะกรูเข้าไปซื้อ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าคนขายก็มาจากที่อื่น เขาไม่มั่นใจความปลอดภัย ทุกคนพยายามที่จะยืนห่างๆ กัน หรือไม่มายืนรุมซื้อของพร้อมกันเหมือนเมื่อก่อน”

อีกตัวอย่างที่เสน่ห์ แพงมา เล่าให้ฟัง ตายายคนหนึ่งถูกชาวบ้านรังเกียจเพราะเขามีลูกที่กลับมาจากพื้นที่เสี่ยง คนรอบข้างจึงกลัวว่าลูกจะนำโรคระบาดมาด้วย กระทั่งไปซื้อของยังไม่มีใครกล้าขายให้ เรื่องนี้ไปถึงหูตาของผู้นำท้องถิ่น จึงนำไปสู่การส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าไปให้ความรู้ ชาวบ้านจึงเข้าใจ และเปลี่ยนจากความรังเกียจเป็นการเข้าไปให้กำลังใจด้วยการผูกแขนข้อมือเรียกขวัญตามความเชื่อคนอีสานแทน

#อยู่บ้านหยุดเชื้อช่วยชาติ
#เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่
#ชุมชนเข้มแข็ง
#สสส