สสส. เสวนา ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง นักการเมืองวิถีใหม่ เผย คุณลักษณะผู้นำท้องถิ่นพันธุ์ใหม่ ต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง มีเครือข่าย ใฝ่หาความรู้ และต้องใช้ข้อมูลชุมชนมาวิเคราะห์แก้ปัญหาชุมชน เพื่อคนในชุมชน

สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3)  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. จัดเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ  “ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง : นักการเมืองวิถีใหม่” โดยมีนักคิด นักวิชาการ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง  มากว่า 10 ปี เข้าร่วมสะท้อนแนวคิดและมุมมอง ถึง นักการเมืองวิถีใหม่ ควรมีคุณสมบัติอย่างไร จึงจะสามารถพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ประชาชนมีสุข และพึ่งพาตนเองได้ ท่ามกลางภาวะวิกฤติทั้งเศษฐกิจ สังคม และผู้นำแบบไหนที่จะครองใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในชุมชนก่อนที่จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นเร็วๆนี้ได้

 

ผศ.ดร.บัญชร  แก้วส่อง กรรมการบริหารแผนคณะที่ 3  สสส. กล่าวถึงคุณลักษณะเด่นของนักการเมืองวิถีใหม่ว่า สิ่งสำคัญคือ ต้องมีผลงาน  ต้องทำงานต่อเนื่องและมีผลงานที่โดดเด่น เกาะติดพื้นที่และรู้เรื่องพื้นที่จริง ถึงจะมีโอกาสชนะการเลือกตั้งได้  รวมถึงต้องผสานความรู้จากภายนอกเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาท้องถิ่น โดยต้องเน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ใช้ข้อมูลชุมชนมาวางแผนร่วมกันทั้งชุมชน ไม่ใช้อำนาจสั่งการแต่เพียงอย่างเดียว

“ผมว่าประชาธิปไตยยุคใหม่ หรือการทำงานยุคใหม่ในพื้นที่ มันต้องการชุดความรู้แบบนี้ ผสมผสานเรื่องราววิชาการ บวกกับภูมิปัญญาชาวบ้านขึ้นมาจัดการกับชีวิตข้างหน้า เพราะฉะนั้นผู้นำเอง คนที่เลือกผู้นำเอง ก็ควรจะมองเห็น  ถ้าผู้นำไม่ให้โอกาสในการปรึกษาหารือ แสดงว่าชาวบ้านไม่มีอำนาจอะไรเลย แต่ถ้าผู้นำปรึกษาหารือก็แสดงว่าชาวบ้านมีอำนาจมากขึ้น”

ด้าน นายสมพร  ใช้บางยาง  ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่  เห็นด้วยว่า นักการเมืองวิถีใหม่จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดแบบเดิมๆที่ผู้นำใช้อำนาจสั่งการ มาสู่การใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน เพื่อสร้างวิถีใหม่ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้นำรุ่นใหม่ ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง รู้ทันการเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะอยู่กับมันได้ โดยต้องปรับความคิด ปรับความสมดุลที่จะทำให้สังคมอยู่ได้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

“ วิธีคิดของผู้บริหาร ต้องเปลี่ยน จากความคิดเก่าๆ มาสู่การคิดในแนวที่ยอมรับ การเปลี่ยนแปลง ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง จะทำในเรื่องเดิมๆไม่ได้แล้ว ผู้นำท้องถิ่นยุคใหม่ต้อง ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และในขณะเดียวกันต้องเข้าใจด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงที่มันเกิดขึ้นมันมีผลกระทบ และผลกระทบที่เข้ามามันมีทั้งบวกและลบ ก็คือมีทั้งดีและไม่ดี เพราะฉะนั้นในแนวคิดตรงนี้ ผู้นำต้องรู้จักในการที่จะเลือก เลือกการเปลี่ยนแปลงที่ดีและเหมาะสมกับชุมชนของตนเองเข้ามา”

ขณะที่นางสาว ดวงพร เฮงบุณยพันธ์  รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 7-8 ปี ที่ไม่มีการเลือกตั้ง ประชาชนได้เรียนรู้ว่าจะเลือกคนเข้ามาเป็นผู้นำ จะมีเพียงแค่บารมีไม่ได้อีกแล้ว แต่ต้องเลือกคนที่ใฝ่หาความรู้ เพื่อที่จะมาออกแบบการจัดการชุมชนให้ได้

“ช่วงที่เราทำงานกับท้องถิ่น มา 7-8 ปี  ถ้าประชาชนเลือกผู้นำ ที่มีความคิดดี แล้วก็มีบารมี และเป็นผู้ที่ใฝ่ความรู้ การทำงานในชุมชนมันจะไม่ลำบาก ทรัพยากรจะไหลเข้าไม่ค่อยไหลออก ซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงวิกฤติโควิด-19  ดังนั้นผู้นำยุคใหม่ อันที่ 1 ต้องเป็นผู้ใฝ่รู้ ต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลง อันที่ 2 คือ เขาจะต้องทำงานบริหารเครือข่าย มีทักษะในการดึงคนเข้ามาในเรื่องต่างๆ ให้ช่วยทำงานได้ ช่วยรับผิดชอบชีวิตซึ่งกันและกัน  อันที่ 3 ก็คือ เขาต้องลดภาวะข้อสงสัยของประชาชน ต่อความไม่โปร่งใสของเขาให้ลดลง วิธีลดก็คือ เขาต้องสื่อสารโดยใช้ข้อมูล อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ”

รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากผู้นำต้องใฝ่รู้แล้ว ยังต้องมีความแกร่งในเรื่องการจัดการเศรษฐกิจ นั่นคือ สามารถเอาทุนและศักยภาพของพื้นที่ มาผลิตเป็นเศรษฐกิจหล่อเลี้ยง ครอบครัวได้  เพราะฉะนั้นการเลือกผู้นำชุมชนท้องถิ่นตอนนี้ ถ้าเลือกผู้นำที่ไม่มีวิสัยทัศน์ ในด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ชุมชน ก็จะประสบกับความลำบาก

พร้อมกันนี้  รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน คณะพยาบาลศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยชุมชน ได้ร่วมสะท้อนแนวคิด นักการเมืองวิถีใหม่ ว่า ผู้นำยุคนี้จะต้องสร้างความเชื่อมั่น ให้เกิดขึ้นให้ได้ว่า ถ้าเขาไปเป็นผู้นำท้องถิ่น ชุมชนจะไปทางไหน จะครอบครัวดี หน้าตาดี แล้วชนะการเลือกตั้งเหมือนในอดีตไม่ได้อีกแล้ว แต่ต้องมีเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมว่า เมื่อเข้ามาแล้วจะแก้ปัญหาอะไรเป็นอันดับแรก

“ต้องมีเป้าตัวเองให้ชัดๆนั้นก็คือใครที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือ ต่อไปนี้ต้องดูว่า มีบริการหรือความช่วยเหลืออะไร ที่ตัวเองจะต้องสร้างขึ้น ไม่งั้นชาวบ้านก็จะมีความลำบาก ในการที่จะมาเลือกว่า ตกลงเขาจะมาทำเพื่ออะไร เพราะมันจะออกมาเป็นเรื่องของบริการกับความช่วยเหลือ ไม่ได้ออกมาว่าเป็นหน้าเป็นตา นายกท่านนี้มาเป็นหน้าเป็นตาให้ตำบลมันไม่ใช่ นายกท่านนี้ต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหา คนกลุ่มนี้กลุ่มนี้ไม่ให้มีอีก กำหนดเป้าให้ชัดไปเลยว่าจะช่วยใคร”

ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ร่วมเสวนาได้ร่วมแลกเปลี่ยนถึง การบริหารข้อมูลกับการบริหารความต้องการของชาวบ้าน ของนักการเมืองวิถีใหม่ ว่า คุณลักษณะของนักการเมืองท้องถิ่นยุคใหม่ จะต้องกล้าที่จะประกาศนโยบายให้ชัดเจน เพื่อที่จะให้ประชาชนรู้สึกว่า มีนโยบายที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ชุมชนดีขึ้น

โดยนโยบายต่างๆจะต้องมาจากการมีข้อมูลของท้องถิ่น  ว่าสามารถทำได้จริง

 

#นักการเมืองวิถีใหม่
#ผู้นำท้องถิ่นพันธุ์ใหม่