การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแรกเมื่อต้นปี 2563 สร้างความตื่นตระหนกอย่างขนานใหญ่ให้กับคนทั่วโลก เพราะไม่มีใครคาดเดามาก่อนว่าจะเกิดโรคระบาดชนิดฉับพลัน รุนแรง และกว้างขวางแบบนี้มาก่อน กระทั่งจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดแพร่ระบาด

นับจากวันแรกที่เกิดการระบาด ก็มีการตั้งคำถามต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ว่านี่คือสัญญาณบ่งบอกว่าการแพร่ระบาดของโรคร้ายต่างๆ อาจจะมาเยือนมนุษย์บ่อยครั้งขึ้น รุนแรงมากขึ้น และขยายวงกว้างมากขึ้นไปอีก เหตุนี้เพื่อไม่ให้เกิดความโกลาหล การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำอย่างยิ่ง

จากโจทย์ดังกล่าว สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้ให้การสนับสนุน อปท.ในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ดำเนิน โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อโดยชุมชนท้องถิ่น โดยมุ่งให้ชุมชนท้องถิ่นสร้างกลไกเฝ้าระวังโรคติดต่อทุกโรคที่เกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งระหว่างที่ดำเนินโครงการดังกล่าวนี้ อปท.ที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องดำเนินการสื่อสารและรณรงค์เพื่อป้องกันโรคติดต่อ หาวิธีการจัดการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบ รวมทั้งจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการขจัด ควบคุม เฝ้าระวัง และป้องกันโรคติดต่อ

ระบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อโดยชุมชนท้องถิ่น ในที่นี้หมายถึง การสร้างความร่วมมือของ 4 องค์กรหลักในชุมชนท้องถิ่น ประกอบด้วย ท้องถิ่น ท้องที่ หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชน ที่มีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น หาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รุดหน้าไปสู่ความสำเร็จในการเป็น “ตำบลสายพันธุ์ใหม่” ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดต่อโดยชุมชนท้องถิ่น

ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหาที่ว่านั้น คือการพัฒนาระบบข้อมูล เครื่องมือ และกลไก ร่วมทั้งสร้างความเข้าใจ และเพิ่มทักษะ และประสบการณ์ให้กับผู้เกี่ยวข้องให้มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเตรียมการและเฝ้าระวัง ระยะควบคุมการระบาด และระยะฟื้นฟู

ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโสกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า โครงการฯ นี้ กำหนดระยะเวลาทำงานยาวนานถึง 1 ปีครึ่ง เพราะต้องการให้ตำบลที่เข้าร่วมได้รับประสบการณ์ครบทุกฤดู เช่น ฤดูหนาว มักจะมีโรคไข้หวัดใหญ่ โรคมือ เท้า ปาก ฤดูร้อน มักเกิด อหิวาตกโรค โรคบิด ส่วนฤดูฝนที่มากันทุกปี คือโรคไข้เลือดออก ไข้มาเลเรีย เป็นต้น

ทุกตำบลที่เข้าร่วมโครงการจะได้ใช้ประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้น ออกแบบรับมือการแพร่ระบาดของโรคติดต่อต่างๆ มีการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมทุกโรคติดต่อ ไม่ว่าจะเป็นโรคตามฤดูกาล หรือโรคที่ไม่จำเพาะว่าเป็นฤดูกาลไหน

 

 

ขณะเดียวกัน ท้องถิ่นจะต้องหาทางลดปัจจัยเสี่ยง หรือเงื่อนไขเสี่ยงทางสุขภาพที่ส่งผลต่อความรุนแรงของโรคติดต่อ มีการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการขจัด ควบคุม เฝ้าระวัง และป้องกันโรคติดต่อ รวมถึงการจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการระบาดของโรคติดต่อ ที่สำคัญต้องสื่อสารและรณรงค์เพื่อป้องกันและควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและเข้มข้น

“เป้าหมายอย่างหนึ่งของเรา คือต้องการให้ท้องถิ่นสร้าง “นักพัฒนาเฝ้าระวัง” อย่างช่วงที่โควิด-19 ระบาดเมื่อปีก่อน พนักงานท้องถิ่นไม่มีความรู้เลย ไม่รู้จะรับมืออย่างไร กว่าจะตั้งหลักได้ ก็ใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นแต่ละท้องถิ่นต้องพัฒนาบุคคลากรของตัวเองให้มีความพร้อมในการรับมือกับโรคติดต่อ” ดวงพร กล่าว

โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งระบบเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดต่อโดยชุมชนท้องถิ่น เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 มีเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่เข้าร่วมทั้งหมด 101 แห่ง แต่ละแห่งจะกลายเป็นต้นแบบของท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศในการจัดการกับโรคติดต่อในพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร

อย่างที่ตำบลเสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา นำโดย กิตติพงศ์ สีเหลือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสม็ดใต้ เปิดเผยว่า บุคลากรท้องถิ่นมีประมาณ 60 คน ขณะนี้ทางอบต.ได้ทำความเข้าใจ และให้ความรู้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เผยแพร่ นำข้อมูลสู่ชาวบ้าน ขณะเดียวกันได้ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียไว้พูดคุยและส่งถ่ายข้อมูลระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็น คำสั่งทางราชการ หนังสือราชการ หรือข้อปฏิบัติต่างๆ เพื่อได้รับรู้ทันสถานการณ์ร่วมกัน

ที่ผ่านมานั้นในพื้นที่ตำบลเสม็ดใต้ เคยพบกับการระบาดของโรคมือเท้าปากเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเมื่อ 2 ปีก่อน มีเด็กป่วย 2 ราย ทางอบต.ได้ปิดศูนย์ฯ ทำความสะอาด และวางแผนป้องกันโรคนี้ โดยเฉพาะเน้นย้ำกับครูผู้สอน ให้สื่อสารกับผู้ปกครองเฝ้าระวังด้วย

 

 

อย่างไรก็ตาม โรคติดต่อรุนแรงที่สุดที่ตำบลเสม็ดใต้ต้องรับมือ คงหนีไม่พ้นโควิด-19 แม้ในพื้นที่ไม่มีผู้ติดเชื้อ แต่ชาวบ้านก็ระส่ำระสาย หวาดวิตกกันถ้วนหน้า เพราะพื้นที่ใกล้เคียง เช่น บางปะกง มีประชาชนติดโควิดด้วย และเมื่อโควิด-19 ระบาดรอบใหม่ นายกฯกิตติพงศ์ บอกว่า ระมัดระวังเช่นเดิม แต่ไม่ได้ปิดกั้นพื้นที่ เพราะเข้าใจในวิถีชีวิตคนที่ต้องมีการปฏิสัมพันธ์กัน ทางอบต.จึงได้แค่การสร้างความเข้าใจและควบคุมในระดับหนึ่งเท่านั้น

“เราต้องให้เขามีจิตสำนึกความรับผิดชอบตัวเองและสังคม ถ้าไปในพื้นที่สุ่มเสี่ยง หรือพื้นที่ควบคุมสูงสุด ก็ต้องแจ้ง ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือ อสม. ถ้าใครมีสมาร์ทโฟนก็ให้โหลดหมอชนะมาใช้ด้วย” นายกฯกิตติพงศ์ กล่าวและย้ำว่า นอกจากทีมงาน 4 องค์กรหลักแล้ว ยังมีภาคประชาชน ทั้งเครือข่ายเด็กเยาวชน อสม. ผู้สูงอายุ เครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน กลุ่มสตรี มาร่วมกันทำงาน เพื่อฝ่าวิกฤตรอบนี้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาชุมชนได้รับบทเรียนที่สำคัญ อาจทำให้ทุกคนยุ่งยาก แต่ถ้ามองในด้านดีแล้ว ก็จะเห็นความมีระเบียบวินัยมากขึ้น คนรู้จักป้องกันตัว ไม่เบียดเสียดยัดเยียดกัน รู้จักระยะห่าง มีการจัดระบบในการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันตัวเองโดยอัตโนมัติ

ขณะที่อีกพื้นที่หนึ่ง คือ ตำบลแว้ง อ.แว้ง จ.นราธิวาส โรคติดต่อที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่นอกเหนือจากโควิด-19 แล้ว คือโรค มือ เท้า ปาก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยทางองค์การบริหารส่วนตำบลแว้ง ก็ดำเนินการตามขั้นตอน คือปิดศพด.ทำความสะอาด ความเข้าใจกับผู้ปกครองเด็กๆ และมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุอีก

จุฑามณี หามะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแว้ง  อำเภอแว้ง จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุการณ์จึงได้มีการเตรียมพร้อม มีการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในการปฏิบัติงาน มีรพ.สต.มาให้ความรู้กับพนักงาน รวมทั้งการสร้างความเข้าใจในเรื่องจิตวิทยาสำหรับไปดูแลชาวบ้านด้วย

ความพร้อมที่ว่านี้ ถูกนำมาใช้อย่างได้ผลในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปีก่อน เมื่ออบต.เป็นแกนหลักสำคัญ แล้วประสานความร่วมมือกับ 4 องค์กรหลักในพื้นที่ พร้อมด้วยผู้นำทางศาสนา สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการแพร่ระบาด เพราะในพื้นที่มีผู้ติดเชื้อถึง 4 ราย ทุกรายเกี่ยวข้องกับการทำพิธีทางศาสนาที่ประเทศมาเลเซีย

“ประสบการณ์ครั้งนั้น บอกเราว่า การให้กำลังใจครอบครัวที่ติดโควิดเป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันกับการป้องกันโรคด้านอื่นๆ” นายกฯจุฑามณี บอกก่อนจะขยายความว่า ในพื้นที่มีครอบครัวหนึ่งซึ่งภรรยาติดเชื้อโควิด-19 แล้วถูกส่งตัวไปรักษา ส่วนสามีและลูกกักตัวอยู่ในบ้าน เมื่อครบกำหนดและไม่ติดเชื้อใดๆ จึงให้ลูกออกไปซื้อของในหมู่บ้าน แต่กลับถูกรังเกียจจากชาวบ้าน

“เราในฐานะผู้นำรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ครั้งนั้นมาก จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ไปพูดคุยให้กำลังใจ เพื่อให้สถานการณ์ความเครียดของเขาคลี่คลาย ซึ่งเราได้เรียนรู้ว่า เราต้องให้ความรู้ และความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ของเราด้วยในหลักจิตวิทยา เพื่อดูแลเยียวยาจิตใจไปพร้อมๆ กัน” จุฑามณี บอก

         ทั้งอบต.เสม็ดใต้ และอบต.แว้ง ถือเป็น “ตำบลสายพันธุ์ใหม่” ที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มาร่วมกันวางแผน จัดการและหาทางออก ซึ่งเชื่อว่า ไม่ว่าโรคระบาดอื่นๆ ใดมา ก็สามารถรับมือได้หมด

ที่มา : https://www.thaipost.net/main/detail/92138

 

#COVID-19

#อยู่บ้านหยุดเชื้อช่วยชาติ

#เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่

#ชุมชนเข้มแข็ง

#สสส

#ตำบลสายพันธุ์ใหม่