ในช่วงฤดูหนาวไปจรดฤดูร้อน ปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก pm 2.5 ใน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ สูงเกินค่ามาตรฐานหลายเท่าตัวมาอย่างต่อเนื่องหลายปี บางปีพบว่าสูง 500-600 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน ต้องหาทางแก้วิกฤติปัญหาที่เกิดขึ้น

อย่างที่ตำบลปิงโค้ง อ.เชียงดาว สถานการณ์ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ฝุ่นควันได้ทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ ซึ่งช่วงที่ค่า pm 2.5 สูงสุดจะอยู่ในช่วงกลางเดือนมีนาคม-กลางเดือนเมษายน ท้องถิ่นในพื้นที่อย่างเทศบาลตำบลปิงโค้ง ได้ทำงานอย่างหนัก เพื่อสกัดฝุ่นและควันไม่ให้กระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

สุทัศน์ บานเย็น นายก ทต.ปิงโค้ง เล่าว่า เพราะนอกจากไฟป่าจากการเผาในภาคเกษตรแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นปัญหา คืออำเภอเชียงดาว เป็นพื้นที่ชายแดน ก็จะมีควันไฟป่าข้ามพรมแดนเข้ามา เมื่อผนวกกับพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ แรงลมก็พัดเอาฝุ่นควันข้ามเข้ามา ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กเล็กที่อยู่ในครัวเรือน ทำให้เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ หืดหอบ ภูมิแพ้กำเริบ มีอาการเจ็บป่วยจนต้องเข้ารับการรักษาตัวในสถานพยาบาลจำนวนมาก

เมื่อปี 2563 ปีที่ผ่านมา ในพื้นที่รับผิดชอบของ ทต.ปิงโค้ง มีผู้สูงอายุเจ็บป่วยเข้ารับการรักษา 40-50 ราย เด็กเล็กอีก 1 ราย ที่อาการรุนแรงมาก ถึงขั้นเลือดกำเดาไหล ทางเทศบาลฯจึงแก้ปัญหาด้วยการเข้าไปสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการป้องกันตนเอง ให้สวมหน้ากาก พยายามไม่ออกไปนอกพื้นที่ จัดหาหน้ากากอนามัยที่ป้องกันฝุ่น pm 2.5 ให้สวมใส่ และพยายามหาจุด safety zone ประจำชุมชน ประจำเทศบาล เผื่อเกิดสถานการณ์รุนแรงขึ้น

“เราพูดคุยถึงปัญหานี้ทุกเดือน ไม่ว่าจะในส่วนของท้องถิ่น ท้องที่ ภาคีเครือข่าย หน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ตั้งศูนย์ปฏิบัติการควบคุมไฟป่าของตำบล โดยมีเทศบาลเป็นหลักในการอำนวยการ สั่งงานร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดไฟป่า หรือพื้นที่เกษตรจะทำอย่างไร ไม่ให้มีการเผา” นายก ทต.ปิงโค้ง กล่าว

แต่หากยังเกิดไฟป่าอยู่ นายกฯสุทัศน์ บอกว่า จะมีชุดปฏิบัติการของตำบล ทีมเคลื่อนที่เร็วเผชิญเหตุ ซึ่งเป็นกำลังผสม มีทั้งทหาร ป่าไม้ เทศบาล อาสาสมัครในชุมชน เข้าไปปฏิบัติการและคอยเฝ้าระวังดูว่าไฟเกิดตรงไหน จากนั้นจะสื่อสารกันทั้งโทรศัพท์และLine เมื่อเกิดเหตุก็รายงานเข้าศูนย์อำนวยการ เพื่อสั่งการให้ทีมในพื้นที่เข้าไปดับอย่างทันท่วงที การลุกลามบานปลายก็จะไม่เกิดขึ้น โดยในการจัดการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน คือพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ทำการเกษตร และในชุมชน

“ในส่วนของพื้นที่เกษตร ตอนนี้เราคุมการเผาได้ 100% เพราะชาวบ้านเปลี่ยนมาไถกลบแทนการเผา ส่วนวัสดุเหลือทิ้งจากภาคเกษตร เช่น ซังข้าวโพด มีการแปรรูป เข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด พื้นที่ในการเกษตรส่วนใหญ่ จึงแทบไม่มีปัญหา” นายกฯสุทัศน์ ยืนยัน

ปัญหาไฟในพื้นที่ตำบลปิงโค้งจึงมักจะเกิดในป่าเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งนายกฯสุทัศน์ ยอมรับว่า ยากแก่การควบคุม แม้ว่าในพื้นที่จะลดลงแล้ว แต่ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา การวัดจุด hot spot ของดาวเทียมมีความละเอียดมากขึ้น จึงทำให้เห็นว่าค่า hot spot สูง ทั้งที่คนในพื้นที่เห็นว่าลดลง เพราะมีการจัดการกันอย่างเต็มที่ทุกภาคส่วน ดังนั้นในเขตตำบลปิงโค้ง ทางเทศบาลฯและคณะทำงานจึงตั้งเป้าลดจุด Hot spot ลงให้ได้ 50%

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาฝุ่นควันพิษ คงสำเร็จไปไม่ได้ด้วยองค์กรเดียว การทำงานเป็นเครือข่าย น่าจะเป็นทางออกหนึ่งของการจัดการกับเรื่องนี้ ซึ่ง สุทัศน์ ก็บอกว่า เครือข่ายเรื่องฝุ่นควันนั้น สำคัญมาก เพราะฝุ่นควันไม่มีพรมแดน ไปได้ทุกทิศทางตามกระแสลม เครือข่ายแต่ละตำบล แต่ละอำเภอ และระดับจังหวัด ต้องคุยกัน ประสานทิศทางการทำงาน แบ่งปันเทคนิค วิธีการ และประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่ง ทต.ปิงโค้งเอง ได้ร่วมทั้งระดับอำเภอ จังหวัด และภาคในการจัดการกับปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง

#เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่

#ชุมชนเข้มแข็ง

#สสส

#ตำบลสายพันธุ์ใหม่