ในระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองระดับใด ต่างต้องลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในชุมชน ไม่เพียงเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มีประชาชนเดินทางเป็นจำนวนมากอย่างสงกรานต์หรือปีใหม่เท่านั้น บางแห่งทำงานต่อเนื่องเป็นปี บางพื้นที่อาจจะเข้มข้นในช่วงเทศกาล แต่ทุกๆ แนวทางการทำงานล้วนต้องการให้ประชาชนในพื้นที่เดินทางถึงบ้านอย่างปลอดภัยทั้งสิ้น

อย่างที่ตำบลมะเกลือใหม่ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา เป็นอีกตำบลหนึ่งที่มีจุดเสี่ยงมากมาย เพราะมีถนนสายสำคัญพาดผ่านถึง 2 สาย ด้านหนึ่งมีถนนหมายเลข 24 หรือนักเดินทางทั่วไปมักรู้จักกันในชื่อ “โชคชัย-เดชอุดม” อีกด้านเป็นถนนมิตรภาพ ปริมาณรถที่สัญจรผ่านไปผ่านมาจึงมีมากมาย อุบัติเหตุในแต่ละปีก็มีจำนวนมากเช่นกัน

หน้าที่ของท้องถิ่นอย่างองค์การบริหารส่วนตำบลมะเกลือใหม่ คือต้องลดอุบัติเหตุทางถนนลงให้ได้ จึง จัดทำถนนสีขาวขึ้นเพื่อลดอุบัติเหตุ โดยจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์เตือนบริเวณจุดเสี่ยง จุดอับ หรือการทางโค้ง มีการจัดทำป้ายสัญญาณหรือสัญลักษณ์จราจรขึ้นมาใหม่ให้เด่นชัด มีการจัดตั้งด่านชุมชน ตรวจตราดูแลผู้ขับขี่ จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกฎจราจรให้แก่อาสาสมัครที่เข้ามาดูแลโครงการถนนสีขาว โดยร่วมกับสถานีตำรวจอำเภอสูงเนินโดยจัดอบรมขึ้น เป็นต้น

 

ขณะเดียวกันการรณรงค์ของอบต.มะเกลือใหม่ ก็เน้นที่ลดความเสี่ยงส่วนบุคคลด้วย ซึ่ง ประเสริฐ ไชยสุข ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลมะเกลือใหม่ ปฏิบัติหน้าที่นายก อบต.มะเกลือใหม่ บอกว่า มีการให้ความรู้แก่นักบิดวัยรุ่น-ป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เพราะวัยรุ่นเป็นวัยคึกคะนอง และเมื่อดื่มเหล้าเข้าไป ก็ยิ่งคึกหนัก โดยเฉพาะเด็กในวัย 13-16 ปี ทางอบต.จึงเข้าไปรณรงค์ร่วมกับโรงเรียนขยายโอกาสในพื้นที่เพื่อลดการสูญเสีย พร้อมกันนั้นยังมีบุคคลเลิกเหล้าต้นแบบ เพื่อร่วมรณรงค์ด้วย

จากการเก็บข้อมูลสาเหตุของอุบัติเหตุของการจราจรทางบก พบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากผู้ขับขี่เมาแล้วขับ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ที่มีการสังสรรค์ ดื่มกินกันมา อุบัติเหตุช่วงดังกล่าวก็เกิดขึ้นมากเช่นกัน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงมีความสัมพันธ์กับการเกิดอุบัติเหตุ เพราะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีผลต่อการทำงานของระบบประสาท ทำให้การทำงานของร่างกายหย่อนสมรรถภาพ การรับรู้เกี่ยวกับภาพ แสง และสีของสัญลักษณ์ต่างๆ ช้าลง วิสัยทัศน์ในการมองเห็นแคบ การคาดคะเนระยะผิด จึงทำให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

ที่ผ่านมา-นั้น มีความพยายามในการทำให้ “ชุมชน” เป็นฐานสำคัญในการสร้างความปลอดภัยทางถนนด้วยการรณรงค์ให้ลดการดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเช่น เทศบาลตำบลหลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ มีข้อมูลเกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกครัวเรือน สามารถเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงในช่วงเทศกาลได้

ขณะที่ ศรีสมรักษ์ ผ่องแผ้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนยาง อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร เปิดเผยว่า มาตรการสำคัญที่ได้ผลอย่างมาก คือการจัดตั้งด่านครอบครัว โดยให้แต่ละครอบครัวช่วยกันสอดส่องดูแลบุตรหลานภายในบ้าน ถ้าพบว่าบุตรหลานมีการดื่มแอลกอฮอล์ให้ดูแลไม่ให้ขับขี่ยานพาหนะออกนอกบ้าน ซึ่งด่านครอบครัวนี้จัดว่าเป็นด่านที่สำคัญที่สุดด่านแรกที่ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ขับขี่ยานพาหนะออกไปบนท้องถนนจนเกิดอุบัติเหตุ

อบต.โนนยาง ยังนำความเชื่อตามวิถีชุมชนมาใช้เป็นเครื่องมือในการรณรงค์ด้วย โดยสวดมนต์อัญเชิญเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตำบลมาช่วยคุ้มครองคนในตำบลและทำการคล้องสายสิญจน์ ริมถนนเป็นระยะทางยาวประมาณ 13-14 กิโลเมตร และให้พระสงฆ์ปลุกเสกดินทรายแจกจ่ายให้คนในชุมชนนำไปโปรยภายในบ้านเพื่อช่วยคุ้มครอง ลูกหลานในบ้านให้ปลอดภัยในช่วงเทศกาล

 

 

ที่ตำบลนาทอน อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล ทางองค์การบริหารส่วนตำบลนาทอน เลือกใช้ธรรมนูญชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการกับปัญหาอุบัติเหตุ เช่น หากมีมาตรการใดมาตรการหนึ่งออกมาต้องสอดคล้องกับธรรมนูญชุมชน ชาวชุมชนทุกคนต้องยอมรับ อาทิ การไปส่งลูกที่โรงเรียน หากใช้มอเตอร์ไซค์ ทั้งผู้ปกครองและนักเรียนต้องสวมหมวกกันน็อค หากไม่สวมจะถูกปรับคนละ 5 บาท เป็นต้น

สมยศ ฤทธิ์ธรรมนาถ นายกอบต.นาทอน กล่าวว่า ธรรมนูญชุมชนช่วยได้มาก เพราะเป็นข้อตกลงที่ผ่านการเห็นชอบจากคนในชุมชน แต่สำหรับเรื่องการลดอุบัติเหตุแล้ว เขามองว่าเหมือนกับแกงหม้อนี้ต้องอุ่นตลอด ไม่เช่นนั้นจะบูด คือต้องมีการย้ำเตือน เอาจริงเอาจัง และบังคับใช้ให้ต่อเนื่อง

ส่วนเขตพื้นที่เทศบาลตำบลปริก อ.สะเดา จ.สงขลา เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ที่ทำการรณรงค์ด้านอุบัติเหตุมายาวนาน และกำหนดให้เรื่องขับขี่ปลอดภัยเป็นหนึ่งในงานด้านสังคมที่ทางเทศบาลต้องดำเนินดูแลอย่างดี

แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น สุริยา ยีขุน นายกเทศมนตรีตำบลปริก ระบุว่า ข้อมูลชุมชนสำคัญที่สุด โดยทางเทศบาลตำบลปริกได้ทำการเก็บข้อมูลไว้ทั้งหมด ว่ากลุ่มไหนที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ มีจำนวนกี่คน ไปดื่มกันที่ไหน จากนั้นก็มาทำการวิเคราะห์ สร้างแบบจำลอง จนรู้ว่า จุดไหน กลุ่มใดที่มีความเสี่ยง ก็จะเข้าไปให้ความรู้และหาแนวทางป้องกัน รวมทั้งประชาสัมพันธ์ผ่านวัด โรงเรียน และมัสยิด ที่สำคัญเจ้าหน้าที่และพนักงานของเทศบาลทุกคนต้องสวมหมวกกันน็อค เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ชาวบ้าน

“2 ปีที่ผ่านมา ในตำบลปริกไม่เกิดอุบัติเหตุเลย” สุริยา เน้นอย่างภูมิใจ และย้ำว่า ข้อมูลของชุมชนมีประโยชน์ และให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจเสมอหากนำไปใช้ถูกที่ถูกเวลา

 

 

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กล่าวถึงข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น อบต.มะเกลือใหม่, อบต.โนนยาง, อบต.นาทอน, ทต.หลักเมือง และทต.ปริก มีจุดร่วมเดียวกันประการหนึ่ง คือ เป็นอปท.ในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ซึ่งมีทั้งหมดกว่า 2,800 ตำบล ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยอปท.ทุกแห่งให้ความสำคัญกับ “ข้อมูล” ของชุมชนทั้งสิ้น

ข้อมูลแต่ละชุมชนของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ มีการศึกษา ฝึกปรือ และจัดเก็บ ผ่านระบบข้อมูลตำบล (TCNAP) และการวิจัยชุมชน (RECAP) ทำให้ตำบลต่างๆ ในเครือข่ายสามารถวิเคราะห์ปัญหา ประเมินสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในชุมชนของตัวเอง ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะนำข้อมูลนั้นมาใช้ได้ทันที

รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะ “พี่เลี้ยง” อปท.ในเครือข่ายฯ เกี่ยวกับการเก็บข้อมูลและการใช้ประโยชน์ กล่าวว่า ข้อมูลของตำบลจะถูกนำไปใช้ในการวิเคราะห์สภาพปัญหา ก่อนจะนำไปวางแผน หาแนวทางดำเนินงาน และวางมาตรการป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น

องค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้ตำบลขับขี่ปลอดภัยโดยชุมชนท้องถิ่นนั้น รศ.ดร.ขนิษฐา ชี้ว่า คน ยานพาหนะ และ สภาพถนน คือสามองค์ประกอบในการเกิดอุบัติเหตุ อย่างเช่น คน ต้องหาให้ได้ว่า ใครคือกลุ่มเสี่ยง ใครคือคนที่ต้องฟื้นฟู หรือใครคือคนที่ต้องดูแลต่อเนื่อง ต้องระบุให้ได้ว่าใครคนไหนที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ คนที่เป็นเหยื่อก็อาจจะนำมาเป็นคนต้นเรื่องในการรณรงค์ในพื้นที่ก็ได้ ส่วนรถ ชุมชนท้องถิ่นต้องรู้ว่าสภาพรถบ้านไหนเป็นอย่างไร มีการดัดแปลงหรือไม่ หรือรูปแบบการใช้งานอย่างไร ยกตัวอย่าง เช่น บ้านนั้นให้รถกระบะขนคนงาน แต่เป็นหลังคาเปิด ก็อาจจะไม่ปลอดภัยได้ ขณะที่สภาพถนน ท้องถิ่นต้องรู้ว่าจุดไหนเสี่ยง และต้องดำเนินการแก้ไขอย่างไร

เหตุนี้-จากหลักการทำงานที่มีวิชาการรองรับ และผ่านการพัฒนาทักษะมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อตำบลสายพันธุ์ใหม่เหล่านี้ กลับไปทำงานร่วมกับชุมชน โดยเฉพาะการผสานความร่วมมือ 4 องค์กรหลัก ท้องถิ่น ท้องที่ องค์กรรัฐและภาคประชาชน ทำให้สถานการณ์อุบัติเหตุในพื้นที่ของตำบลเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ค่อนข้างเบาบาง บางพื้นที่ก็ไม่เกิดอุบัติเหตุเลย

ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโสกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาชุมชนบางส่วนก็ทำตามนโยบายหรือคำสั่งของภาครัฐ มีการตั้งด่าน มีการตรวจวัดแอลกอฮอล์ แต่ก็ทำกันตามถนนสายหลักหรือถนนใหญ่ ไม่ใช่ถนนในชุมชนของตัวเอง ทำให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุไม่เคยลด ประกอบกับมีงานวิจัยว่าคนบาดเจ็บและเสียชีวิตจากถนนสายรองมากกว่าถนนสายหลัก ดังนั้นจึงได้เน้นย้ำไปยังอปท.เครือข่ายฯ ให้เข้าไปทำงานในถนนของชุมชนให้มากขึ้น

“สิ่งหนึ่งที่ท้องถิ่นต้องทำให้ได้ คือในตำบลต้องรู้ใครเสี่ยง หรือต้องหากลุ่มเสี่ยงให้ได้ เช่น กลุ่มที่กินเหล้าเป็นประจำ กลุ่มวัยรุ่นที่จับกลุ่มขับรถเร็ว เมื่อหาพบก็ต้องรีบสกัดหรือให้เขาระมัดระวังตัว หรือใช้กลไกครอบครัวให้เขาอยู่แต่ในบ้าน ไม่ต้องออกไปเสี่ยงตามท้องถนน” ผอ.ดวงพร ย้ำ

ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. ขยายความด้วยว่า ตำบลในเครือข่ายชุมชนน่าอยู่มีความเหมือนกันประการหนึ่ง คือมีการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบและปฏิบัติการต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทำให้รู้ได้ทันทีว่าผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่ในชุมชนมีจำนวนเท่าใด มีประวัติดื่มสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะหรือไม่ ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่สวมหมวกนิรภัยบ้างหรือเปล่า เมื่อถึงช่วงเทศกาลที่มีการสัญจรไปมาค่อนข้างมาก ก็สามารถรับมือได้ไม่ว่าจะพบกับสถานการณ์แบบใด

         ดังนั้นชุมชนท้องถิ่นที่รู้จักตัวเองและมีข้อมูลของชุมชนรอบด้าน ย่อมเข้มแข็งและอยู่รอดปลอดภัย เป็นแกนหลักของประชาชนได้อย่างแท้จริง