ผู้สูงอายุทั่วประเทศ ยังมีปัญหาสุขภาพ -ขาดความพร้อมในการรับมือ เร่งออกแบบแผนเรียนรู้พัฒนาศักยภาพสร้างทักษะ 73 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า สถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเพิ่มมากขึ้น จากปี 2558 ประชากรไทยมีจำนวนราว 65.1 ล้าน มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป 11 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ของประชากรทั้งหมด  และในปี 2564 ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ กระทั่งปี 2574 เริ่มสังคมสูงวัยระดับสุดยอเพื่อเตรียมรับมือเครือข่ายสูงวัยสร้างเมือง โดยร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) 60 แห่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน(ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่าย(ศวภ.)โดยมีเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ จำนวน 73 อปท. เพื่อออกแบบท้องถิ่นในการรับมือประชากรผู้สูงอายุ

ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. กล่าวว่า  ต้องเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้เนื่องจากจากข้อมูลสถานการณ์ผู้สูงอายุในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 2,618 แห่ง มีประชากรจำนวน 8,181,181 คน พบว่า ในปี 2560 มีผู้สูงอายุ18.5%ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ภาคเหนือมีประชากรสูงวัยมากที่สุด 22%ภาคกลาง 20%ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17% และภาคใต้ 16% โดยเฉลี่ยพบว่า 20% มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูงและมีปัญหาสุขภาพด้านอื่นแทรกซ้อนที่ต้องไปหาหมอเป็นประจำ

การจัดการรับมือกับผู้สูงวัยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และต้องสร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น อันนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีและทำให้เกิดระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง

ทั้งนี้ สสส.สนับสนุนการจัดระบบการทำงานในพื้นที่ให้เกิดการจัดการที่ดี ออกแบบการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพบุคลากร อบรมทักษะ โดยอาศัยข้อมูลสุขภาพตำบล และงานวิจัยชุมชนเป็นฐานในการทำงานซึ่งการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจุดตั้งต้นที่จะทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นต่อไป

ขณะที่ รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน(ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เสนอแนวทางการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนท้องถิ่น 6 ประการ ประกอบด้วย

  1. การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุและผู้ที่เกี่ยวข้อง
  2. การปรับสภาพแวดล้อม ให้เอื้อต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ
  3. การพัฒนาระบบบริการในการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ
  4. การจัดตั้งกองทุนและจัดให้มีสวัดิการในการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ
  5. การพัฒนาระบบข้อมูลและการใช้ข้อมูลเพื่อดูแลผู้สูงอายุ
  6. การพัฒนากติกา ระเบียบแนวปฏิบัติเพื่อหนุนเสริมการดำเนินกิจกรรมเสริมความเข้มแข็ง ชุมชนท้องถิ่น ในการออกแบบและพัฒนาให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเอื้อต่อการดำรงชีวิตที่ยืนนาน

นอกจากนี้ได้กำหนด 10 กลยุทธ์หลัก “5 อ. และ 5 ก.” เพื่อดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม 5 อ.ประกอบด้วย

  1.  การส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ
  2. อาหารสำหรับผู้สูงอายุ
  3. การส่งเสริมการออกกำลังกายผู้สูงอายุ
  4. การออมเพื่อผู้สูงอายุ
  5. ฝึกอบรมอาสาสมัครและอาสาสมัครเยี่ยมบ้าน

ส่วน 5 ก.หมายถึง 5 กลไก ประกอบด้วย 1.การป้องกันและลดอุบัติเหตุในผู้สูงอายุ  2 การตั้งและพัฒนโรงเรียนผู้สูงอายุ 3.การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุ 4.การดูแลต่อเนื่องที่บ้าน 5. การบริการกายอุปกรณ์ หรือการมีศูนย์อุปกรณ์ช่วยเหลือและฟื้นฟูสุขภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งจะเป็นกลไกให้หน่วยงานในพื้นที่เป็นกลไกและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนที่สำคัญ