สภาพัฒน์ฯระบุครอบครัวไทยมีศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุลดลง ทำให้พบผู้สูงอายุขาดคนดูแลเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ สสส.ลงนามข้อตกลงร่วมท้องถิ่น ปฏิบัติการมุ่งสู่ผู้สูงวัยสร้างเมือง

 

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  กล่าวว่าถึง ศักยภาพการดูแลผู้สูงอายุของครอบครัวลดลงจากขนาดของครอบครัวที่ลดลง จากร้อยละ 5.2 ในปี 2537 เหลือร้อยละ 3.1 ในปี 2558 และครัวเรือนคนเดี่ยวมีมากถึงร้อยละ 18.3 โดยผู้สูงอายุอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.6 ในปี 2537 เป็น ร้อยละ 8.7 ในปี 2557 และอยู่ลำพังคู่สมรสถึงร้อยละ 19 ในปี

2557 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2558) ทำให้มีผู้สูงอายุยังขาดผู้ดูแลโดยกลุ่มผู้สูงอายุวัยปลายร้อยละ 4 ต้องการคนดูแลแต่ยังขาดผู้ดูแลภาวะการณ์ดังกล่าวข้างต้นทำให้ความต้องการบริการการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเพิ่มขึ้น

ซึ่งการจัดบริการมีภาระค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงทั้งในส่วนของครอบครัวและงบประมาณรัฐบาล ดังนั้น การจัดบริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบให้สนองตอบความต้องการของผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศ

เช่นเดียวกับรายงานการวิจัยและวิเคราะห์สถานการณ์ผู้สูงอายุของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทยระบุว่า ประเด็นประชากรเป็นประเด็นที่ชาติต่างๆ ในโลกพูดถึงกันมากในสหัสวรรษที่ 2000 เนื่องจากอัตราการเกิด ของประชากรทั่วโลกได้ลดต่ำลง

ในขณะที่ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น การสูงวัยของประชากรย่อมมีผลอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละประเทศ ในปี 2558 ประชากรโลกมี 7,349 ล้านคน ในจำนวนนี้มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 901 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 12 ของประชากรทั้งหมด ส่วนทวีปเอเชียซึ่งมีประชากรราว 1 ใน 3 ของประชากรโลก มีประชากรสูงอายุประมาณ 508 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 56 ของประชากรสูงอายุทั้งโลก

” ผู้สูงอายุสมัยนี้จะให้กินอะไรก็ได้ ให้อยู่ยังไงก็ได้ ไม่ใช่ทางออกของสังคมไทยอีกต่อไป เพราะถ้าคนสูงอายุป่วยขึ้นมา คนวัยทำงานจะลำบากไปด้วย ดังนั้นไม่ใช่อะไรก็ได้ ”

ด้าน นายธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ ระบุว่าจากสภาพแวดล้อมสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมไทยในปัจจุบัน มีส่วนผลักดันให้ผู้สูงอายุลดภาระพึ่งพิงจากลูกหลานอยู่แล้ว สังเกตว่าปัจจุบันผู้สูงวัยหลายรายมีการทำงานในวัยเกษียณและพยายามแสดงตัวให้ลูกหลานเห็นว่ามีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง

ดังนั้นจะเรียกผู้สูงอายุว่าเป็นภาระสังคมก็ไม่ได้ เพราะพวกเขามีส่วนสร้างสังคมยกเว้นคนที่ป่วย นอนติดเตียงหรือมีภาวะพึ่งพิงจริงๆเท่านั้น  แต่ในส่วนของคนสูงวัยที่มีกำลังมีแรงและพึ่งพาตนเองได้ คนรุ่นใหม่ก็ควรจะไปสนับสนุนและส่งเสริม

แต่กรณีคนสูงวัยที่พึ่งพาตนเองไม่ได้ จำเป็นต้องอาศัยคนรอบข้างไปช่วยดูแลและคนรอบข้างที่กล่าวมาไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นคนในชุมชน เพราะชุมชนรู้จักสมาชิกชุมชนดีกว่ารัฐส่วนกลาง

ด้านนางสาวดวงพร   เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3 ) สสส. ระบุว่า หากแบ่งเป็นภาคที่ภาคเหนือถือว่ามีประชากรสูงวัยจำนวนมากที่สุดมีอยู่เกือบร้อยละ 22 ภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีประมาณเกือบร้อยละ 17 ภาคกลางมีราวร้อยละ 20 และภาคใต้มีราวร้อยละ 16 ซึ่งที่ผ่านมารัฐจะต้องมีการจัดสวัสดิการและคอยดูแลคนกลุ่มนี้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสุขภาพเนื่องจากใน 100 คนของผู้สูงอายุไทยพบว่าร้อยละ 20 มีปัญหาเรื่องความดันสูงและมีปัญหาสุขภาพด้านอื่นแทรกซ้อนด้วย

นางสาวดวงพร  กล่าวอีกว่า ในการจัดการรับมือกับผู้สูงวัยเราจึงจำเป็นต้องมีการช่วยเหลือและร่วมมือกัน ทุกภาคส่วนแต่ส่วนของท้องถิ่นจะต้องรับมืออย่างใกล้ชิดที่สุดโดยจะต้องดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพให้ประชาชนผู้สูงวัยมีศักยภาพในการดำรงชีวิตอยู่พึ่งพาตนเองได้” นางดวงพร กล่าว

ดังนั้นในการประชุมเชิงปฏิบัติการมุ่งสู่สูงวัยสร้างเมืองและลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือ (MOU ระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) 60 แห่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน(ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่าย(ศวภ.) ได้ร่วมกันพัฒนาศูนย์เรียนรู้การพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

ตามแนวทางการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนท้องถิ่นประกอบด้วย  6 ประการ ได้แก่ 1. การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุและผู้ที่เกี่ยวข้อง 2.การปรับสภาพแวดล้อม ให้เอื้อต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ 3.การพัฒนาระบบบริการในการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ 4.การจัดตั้งกองทุนและจัดให้มีสวัดิการในการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ 5.การพัฒนาระบบข้อมูลและการใช้ข้อมูลเพื่อดูแลผู้สูงอายุ 6.การพัฒนากติกา ระเบียบแนวปฏิบัติเพื่อหนุนเสริมการดำเนินกิจกรรมเสริมความเข้มแข็ง ชุมชนท้องถิ่น

ทั้งนี้ในการออกแบบและพัฒนาให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเอื้อต่อการดำรงชีวิตที่ยืนนาน จึงกำหนดเป็น 10 กลยุทธ์หลัก “5อ. และ 5ก.”เพื่อดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม 5อ.ประกอบด้วย  1.การส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ 2.อาหารสำหรับผู้สูงอายุ 3.การส่งเสริมการออกกำลังกายผู้สูงอายุ 4.การออมเพื่อผู้สูงอายุ และ5.ฝึกอบรมอาสาสมัครและอาสาสมัครเยี่ยมบ้านส่วน 5 ก.หมายถึง 5 กลไก ประกอบด้วย 1.การป้องกันและลดอุบัติเหตุในผู้สูงอายุ  2 การตั้งและพัฒนาโรงเรียนผู้สูงอายุ 3.การพัฒนาชมรมผู้สูงอายุ 4.การดูแลต่อเนื่องที่บ้าน 5. การบริการกายอุปกรณ์ หรือการมีศูนย์อุปกรณ์ช่วยเหลือและฟื้นฟูสุขภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งจะเป็นกลไกให้หน่วยงานในพื้นที่เป็นกลไกและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนที่สำคัญ

ตัวอย่างการดำเนินงานของชุมชนท้องถิ่น เปลี่ยนภาระเป็นพลัง สูงวัยสร้างเมือง อาสาอยู่เคียง แม่สะเรียงอยู่สุข” สโลแกนเด่นประจำเทศบาลตำบลแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยนายธนาพล ศิริกุลปิยรัตน์ รองปลัดเทศบาลตำบลแม่สะเรียง บอกเล่าว่า ทางเทศบาลได้ยึดถือและนำเอาสโลแกนนี้มาคอยเป็นแรงผลักดันการพัฒนาชุมชนสร้างสุขสูงวัยสร้างเมือง เพื่อให้คนในชุมชนและผู้สูงอายุอยู่ร่วมกันอย่างอาสาขันแข็ง พร้อมพบความสุขทุกครัวเรือนในเทศบาลตำบลแม่สะเรียง

ซึ่งหลังจากที่หลายพื้นที่ชุมชนต่างก็เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับยุคสังคมผู้สูงอายุ ในพื้นที่ตำบลแม่สะเรียงก็เป็นอีกหนึ่งตำบลที่มีจำนวนประชากรทั้งหมดเป็นผู้สูงอายุมากถึง 1 ใน 4 ดังนั้นทางเทศบาลจึงได้มีการจัดทำวิจัยชุมชนเพื่อรวบรวมข้อมูลและจัดทำเป็นแผนพัฒนาชุมชนเพื่อผู้สูงอายุในด้านต่าง ๆ จนได้เข้ามาเป็นหนึ่งในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่และนำเอาหลัก 5 อ. มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน

“เราได้นำเอาหลัก 5 อ. มาพัฒนาแต่สิ่งหนึ่งที่เรามีความโดดเด่นมากเลยนั่นคือในเรื่องของการอาสา ซึ่งเรามุ่งเน้นการอาสาแบบ 4 มิติ คือ กาย จิต สังคมและปัญญา โดยเรามีการร่วมมือระหว่างเทศบาล ชุมชน อสม. และ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ที่เข้ามาเป็นจิตอาสาเพื่อไปดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ซึ่งเข้าไปดูแลในเรื่องของการอาสาเยี่ยมบ้านเพื่อให้ความรู้ การอาสาบริการรับส่งผู้สูงอายุในสภาวะฉุกเฉินและในสภาวะปกติ เช่น การอำนวยความสะดวกเพื่อนำพาผู้สูงอายุมาเข้าร่วมกิจกรรม

และสุดท้ายคือการอาสาปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้ผู้สูงอายุ อาทิ การจัดสรรพื้นที่สาธารณะให้เกิดประโยชน์โดยนำเครื่องออกกำลังกายมาบริการแก่ผู้สูงอายุ ซึ่งก็ได้จัดทีม อสม. เข้ามาให้ความรู้ในเรื่องของการออกกำลังกายอย่างไรให้ถูกวิธีเหมาะสมกับช่วงวัยของผู้สูงอายุ”

ทั้งนี้หลังจากเทศบาลตำบลแม่สะเรียงได้ดำเนินงานตามหลัก 5 อ. ก็ทำให้ได้เห็นการทำงานตามนโยบายในภาพรวม ซึ่งสามารถวิเคราะห์จุดเด่นและจุดด้อยของการพัฒนาระบบผู้สูงอายุในด้านต่าง ๆ ของเทศบาลพร้อมหยิบนำเอาจุดเด่นมาพัฒนาก่อให้เกิดการรู้จักตนเองและนำไปสู่การพัฒนาที่ถูกจุดและต่อเนื่อง